
ประชาชน
ส่งผู้สมัคร 499 ท่าน
"ไทยไม่เทา เท่ากัน ทันโลก"
นโยบายเด่น (AI วิเคราะห์)
นโยบายเด่นของพรรคประชาชน
- 1ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ
- 2กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
- 3รัฐสวัสดิการ
- 4ปฏิรูปการคลังและป้องกันการทุจริต
- 5ปฏิรูปกำลังคนภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล
- 6โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจใหม่
สรุปนโยบายฉบับเต็ม (AI Summarized)
🏛️ การปฏิรูประบบราชการและภาครัฐ
- สร้างวินัยการคลัง: เน้นการควบคุมงบประมาณและป้องกันการรั่วไหล
- ปฏิรูปภาษี: มุ่งให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม
- ปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ: พัฒนาไปสู่ "รัฐบาลดิจิทัล" และ "รัฐแพลตฟอร์ม"
- ปฏิรูปกฎระเบียบภาครัฐ (Regulatory Reform): เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทย
- ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ: เพิ่มประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล
- ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: ป้องกันการทุจริตและเพิ่มความโปร่งใส
भ्रष्टाचार
- มีส้ม ไม่ทนโกง: ปิดช่องโหว่และแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
📈 นโยบายเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
- โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจใหม่: มุ่งเน้นการเติบโตที่ยั่งยืน การกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง และการมีเทคโนโลยีเป็นของตนเอง
- ยกระดับคุณภาพชีวิต: ด้วยสวัสดิการที่ครอบคลุม ทั้งการศึกษา สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมที่ดี
- การจัดการทรัพยากร: จัดการเกษตร น้ำ และที่ดินอย่างเหมาะสม
🤝 หลักการและวิสัยทัศน์
- ประชาธิปไตยและความมั่นคงแบบใหม่: ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ และกติกาที่เป็นธรรม โดยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
- ปฏิรูปรัฐและระบบราชการ: ให้ตอบโจทย์โลกสมัยใหม่ ปราศจากการทุจริต บริหารทรัพยากรคุ้มค่า ว่องไว และเป็นรัฐส่งเสริมสนับสนุน
🎯 กลุ่มเป้าหมายนโยบาย
พรรคมีนโยบายเจาะจงสำหรับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เช่น:
- ประชาชนทุกคน: 204 นโยบาย
- ท้องถิ่น: 41 นโยบาย
- SME: 34 นโยบาย
- เกษตรกร: 26 นโยบาย
- นักเรียน: 20 นโยบาย
- ครู: 14 นโยบาย
- บุคลากรทางการแพทย์: 13 นโยบาย
- แรงงาน: 10 นโยบาย
- ตำรวจ: 7 นโยบาย
- ทหาร: 5 นโยบาย
- นักลงทุน: 4 นโยบาย
- ศิลปิน: 3 นโยบาย
- ข้าราชการ: 3 นโยบาย
ข้อมูลเพิ่มเติมจากหน้าอื่น (ค้นหาโดย ลิงค์ที่เกี่ยวข้องกับ main source) (10)
💰 ปฏิรูปการคลัง: หยุดงบประมาณรั่วไหล สร้างวินัยการคลังที่เข้มแข็ง
✨ แนวคิดและปัญหาปัจจุบัน
- งบประมาณกระจัดกระจาย: ไม่รวมเงิน "นอกงบประมาณ" (เช่น เงินกองทุนหมุนเวียน, รายได้ท้องถิ่น, รัฐวิสาหกิจ) ทำให้มองไม่เห็นภาพรวมการคลัง.
- วินัยการคลังอ่อนแอ: กลไกกำกับดูแลไม่เข้มแข็ง ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น และรัฐสภามีอำนาจจำกัดในการควบคุม.
- จัดสรรแบบฐานอดีต: ปรับเพิ่ม/ลดเล็กน้อยจากปีก่อน ทำให้ขาดความยืดหยุ่นและพื้นที่การคลังจำกัด.
- ใช้จ่ายขาดประสิทธิภาพ: ตัวชี้วัดเน้นขั้นตอนมากกว่าผลลัพธ์ และเบิกจ่ายล่าช้า.
- ธรรมาภิบาลอ่อนแอ/ไม่โปร่งใส: ไม่เปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วนในรูปแบบ Open Data ทำให้ตรวจสอบยาก.
💡 นโยบายหลัก
- จัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget):
- บังคับให้นำเงินนอกงบประมาณทั้งหมดและภาระการคลังเข้าสู่กระบวนการงบประมาณและผ่านการพิจารณาของรัฐสภา.
- เพิ่มศักยภาพกลไกกำกับวินัยการคลัง:
- ให้รัฐสภามีอำนาจพิจารณาแผนงบประมาณรายได้-รายจ่าย และการก่อหนี้สาธารณะตั้งแต่ขั้นต้น (Pre-budget Statement).
- พิจารณาเพิ่มกฎการคลังที่รัดกุม เช่น กำหนดเพดานอัตราภาระการชำระดอกเบี้ยต่อรายได้สุทธิของรัฐ.
- เปลี่ยนไปจัดสรรงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting):
- ปรับแนวคิดเป็นการ "คิดใหม่ ทำใหม่" (Top Down Budgeting) โดย ครม. กำหนดกรอบวงเงินสูงสุดแต่ละยุทธศาสตร์.
- ปรับหลักเกณฑ์การคัดกรองคำของบประมาณให้ยึดหลัก ความคุ้มค่า (Value for Money).
- เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย:
- ปรับปรุงตัวชี้วัดผลการดำเนินงานให้สะท้อนผลลัพธ์ที่จับต้องได้.
- ปรับหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างให้ยืดหยุ่นและคล่องตัว.
- พิจารณาจัดสรรงบประมาณในรูปแบบ เงินอุดหนุนทั่วไป (Block Grant) ให้หน่วยงานที่มีความคล่องตัว.
- สร้างระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้:
- เปิดเผยข้อมูลการจัดทำงบประมาณครบถ้วนและเป็นปัจจุบันในรูปแบบ Open Data.
- เปิดช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามและตรวจสอบงบประมาณ.
🛠️ แนวทางการดำเนินการ
- การแก้ไขกฎหมายสำคัญ:
- แก้ไข พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: เพื่อกำหนดให้มีการจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด, กลไก "แผนงบประมาณประจำปี" (Pre-budget Statement) และเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูล.
- แก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ: ปรับองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และทบทวนการกำหนดสัดส่วนงบลงทุนขั้นต่ำ ร้อยละ 20.
- ทบทวนงบประมาณหลายเส้นทาง: ยกเลิกแนวทางที่ซ้ำซ้อน เช่น งบจังหวัด/กลุ่มจังหวัด, งบ Flagship และงบบูรณาการ.
- การจัดตั้งองค์กรตรวจสอบ:
- จัดทำ พ.ร.บ. ว่าด้วยสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO): เพื่อให้ PBO มีอำนาจและเข้าถึงข้อมูลในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร.
- มาตรการระยะสั้น (ในระหว่างที่กฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ):
- รัฐบาลและสำนักงบประมาณควรนำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ไปปฏิบัติทันที โดยเฉพาะการจัดส่งข้อมูลเงินนอกงบประมาณ, รายได้สาธารณะ, หนี้สาธารณะ และภาระการคลังอื่นต่อรัฐสภา.
- ควรกำหนดกรอบงบประมาณรายจ่ายขั้นสูงของแต่ละกระทรวง เพื่อเริ่มต้นใช้แนวคิด Top Down Budgeting โดยไม่ต้องรอการแก้ไขกฎหมาย.
⚙️ ปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ
🎯 เป้าหมายและปัญหาที่ต้องแก้ไข
- ระบบราชการเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ "สนิมเขรอะ" และ "อุ้ยอ้าย" ขาดความคล่องตัว
- ไม่มีเจ้าภาพหลัก ในการจัดการกำลังคนภาครัฐ 3 ล้านคน ทำให้วางแผนกำลังคนไม่ได้
- ความซ้ำซ้อนของงานระหว่างส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น
- สมองไหล: ไม่สามารถรักษาคนเก่งไว้ได้ (เช่น สายไอที หรือ นักเรียนทุนนอก) เนื่องจากค่าตอบแทนและเส้นทางความก้าวหน้าที่ไม่ดึงดูด
- วัฒนธรรม "สมยอม" ทำให้ไม่กล้าคิดสิ่งใหม่
- การเติบโตเพราะ "เส้นสาย" ไม่ใช่ "ผลงาน" ส่งผลให้คนเก่งไม่ได้รับการเลื่อนขั้น
📝 นโยบายและแนวทางแก้ไข
1. 🏗️ จัดระเบียบโครงสร้างใหม่ (Structural Reform)
- รวมศูนย์บริหารคน: เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการกำกับดูแล (เช่น คปร. หรือ ก.พ.) ให้สามารถจัดการบุคลากรของรัฐ "ทั้งหมดทุกประเภท"
- ปรับโครงสร้างบุคลากรเหลือ 2 ประเภท:
- ข้าราชการ: ทำหน้าที่หลัก/ประจำ เปิดให้สรรหาในระดับกลางหรือสูงได้
- พนักงาน: ทำหน้าที่ช่วยเหลือ/ชั่วคราว
- ถ่ายโอนงานให้ท้องถิ่น: ให้ส่วนกลางเน้นภารกิจเชิงนโยบาย และมอบงานปฏิบัติกับการถ่ายโอนอัตรากำลังไปให้ท้องถิ่น
- ข้าราชการระดับสูงต้องมี "วันหมดอายุ": กำหนดวาระชัดเจน (เช่น 4 ปี) สำหรับตำแหน่งใหญ่ เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี พร้อมประเมินผลงาน (Performance Agreement) และการต่อสัญญาจะต้องเชื่อมโยงกับตัวชี้วัดที่ตกลงล่วงหน้า
2. 🧠 สร้างคนเก่งและวัฒนธรรมการเรียนรู้ (Capability & Learning Culture)
- คนเก่งโตได้ ไม่ต้องรอแก่: สร้างเส้นทางความก้าวหน้าตามความสามารถ (Career Management Framework) โดยเฉพาะกลุ่มศักยภาพสูง เช่น นักเรียนทุนรัฐบาล ลดการพึ่งพาอาวุโส
- พัฒนาทักษะแห่งอนาคต: วิเคราะห์ช่องว่างทักษะ (Skills Gap Analysis) เน้นทักษะดิจิทัล และภาวะผู้นำ
- ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายบุคลากร (Mobility): ปลดล็อกข้อจำกัดการโอนย้ายข้ามหน่วยงาน เพื่อจัดสรรบุคลากรตามนโยบาย
- เติมอาวุธทางปัญญา: สร้างสภาพแวดล้อมที่ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ฝึกทักษะดิจิทัล และลดแรงจูงใจเชิงลบ
3. 📊 ผู้นำต้องรับผิดชอบ ผลงานต้องวัดได้ (Leadership & Accountability)
- เงินเดือนต้องแฟร์: ปรับฐานเงินเดือน ทุก 2 ปี ให้ทันเงินเฟ้อ และมีบัญชีเงินเดือนพิเศษสำหรับตำแหน่งที่ขาดแคลน
- ให้ประชาชนช่วยตัดเกรด: การประเมินผลงานต้องโปร่งใส โดยให้ประชาคมหรือผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วม และเชื่อมโยงกับการเลื่อนตำแหน่ง
🗺️ แผนการดำเนินงาน (Roadmap)
🚀 ระยะที่ 1: วางรากฐานและนำร่อง (1-2 ปีแรก)
- เช็กคนทั้งระบบ: วิเคราะห์ช่องว่างทักษะ และพัฒนา "ข้อเสนอมูลค่าการจ้างงาน" (EVP)
- ทดลองระบบใหม่: ทดลองปฏิรูประบบเงินเดือน และโครงการนำร่องสำหรับตำแหน่งขาดแคลนหรือกลุ่มนักเรียนทุนรัฐบาล
- ปรับปรุงการสรรหา: ทบทวนขั้นตอนการสรรหา และพิจารณาใช้ระบบสอบแบบหมุนเวียน (Rolling Exams)
📈 ระยะที่ 2: ขยายผลและบูรณาการ (3-5 ปี)
- แก้กฎหมาย: ผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจกลไกควบคุมกำลังคน และการจัดระบบบุคลากรใหม่
- พัฒนาผู้บริหารระดับกลาง: กำหนดให้การพัฒนาบุคลากรเป็นภารกิจหลัก และฝึกอบรมทักษะที่จำเป็น
- ความรับผิดชอบของผู้นำระดับสูง: นำเสนอการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงพร้อมเงื่อนไขการประเมินผลงาน
🌱 ระยะที่ 3: การฝังรากลึกในวัฒนธรรม (5 ปีขึ้นไป)
- ถ่ายโอนอำนาจสู่ท้องถิ่น: เริ่มกระบวนการถ่ายโอนภารกิจและอัตรากำลัง อาจเริ่มจากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในบางพื้นที่
- การเรียนรู้ตลอดชีพ: ขยายการใช้เครื่องมือการเรียนรู้ที่หลากหลาย (Digital/Informal Learning) และเชื่อมโยงกับเส้นทางอาชีพ
🏛️ การปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ
-
ปรับโครงสร้างราชการ:
- ยุบรวมหน่วยงาน: ทบทวนภารกิจและยุบรวมหน่วยงานที่มีหน้าที่ซ้ำซ้อน
- เพิ่มบทบาทสำนักงานปลัดกระทรวง: ยกระดับให้เป็น "สมอง" ของกระทรวง กำหนดนโยบาย เสนอของบประมาณ และกำกับติดตามหน่วยงาน
- จัดระเบียบองค์กรของรัฐ: แบ่งบทบาทชัดเจนเป็น 3 ประเภท:
- องค์กรกำกับดูแลและกำหนดนโยบาย (Regulator & Policy Maker) - หน่วยงานรัฐ
- หน่วยงานส่งเสริม (Promoter) - องค์การมหาชน
- หน่วยงานให้บริการ (Service Provider) - รัฐวิสาหกิจ
- ปรับบทบาทหน่วยงานส่วนภูมิภาค: ให้เป็นหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานบริการสาธารณะของท้องถิ่น
-
ปรับปรุงระบบประเมินผลงาน:
- เชื่อมโยงกับผลลัพธ์จริงของประชาชน โดยเปลี่ยนตัวชี้วัดจากจำนวนโครงการเป็น "คุณภาพชีวิตของประชาชน" เช่น ระยะเวลารอคอยบริการ ต้นทุนที่ลดลง ความพึงพอใจ และดัชนีชี้วัดการลดคอร์รัปชัน
- รวมศูนย์การประเมินผลและตัวชี้วัดของแต่ละหน่วยงาน ให้ใช้ชุดเดียวกันและ/หรือสอดคล้องกัน โดยเน้นผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตประชาชน
-
การดำเนินการเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ:
- รัฐมนตรีทบทวนภารกิจ: นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงทบทวนภารกิจของหน่วยงาน
- แก้ไขกฎหมาย: แก้ไข พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และ พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เพื่อปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของสำนักปลัดกระทรวงและจัดระเบียบหน่วยงานรัฐ
- สร้างระบบติดตามความก้าวหน้าแบบโปร่งใส:
- ด้วย Open Data (ข้อมูลเปิด) เพื่อลดดุลพินิจและเพิ่มความน่าเชื่อถือ
- เปิดเผยรายชื่อกฎที่ถูกยกเลิก/ปรับปรุง รายงานความคืบหน้านโยบายผ่านเว็บไซต์กลาง
- เปิดโอกาสให้ประชาชน สื่อ และภาคธุรกิจให้ความเห็นต่อร่างกฎหมาย
- สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่บริการประชาชน: ให้รางวัลแก่ข้าราชการที่ทำงานบริการประชาชน โดยเน้นการอบรมและระบบแรงจูงใจที่ประเมินผลงานจากผลลัพธ์
- ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน: ร่วมคิดร่วมทำกับท้องถิ่น ภาคธุรกิจ (SMEs) และภาคประชาสังคม
🏛️ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ
- ทบทวนบทบาทและตรวจสอบความจำเป็น:
- ยุบ/ยกเลิก: หากมีทางเลือกอื่นที่ประหยัดหรือมีประสิทธิภาพกว่า ให้ยุบ โอนถ่ายภารกิจ หรือยกเลิกสิทธิพิเศษ
- แปลงสภาพ: เปลี่ยนรัฐวิสาหกิจเป็นองค์กรมหาชน
- ยกระดับการบริหาร:
- ปรับปรุงการกำกับดูแลให้มีมาตรฐานเช่นเดียวกับ บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อความโปร่งใสและประสิทธิภาพ
- จัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ (Super Holding Company):
- ทำหน้าที่เป็น "บริษัทแม่" ของรัฐวิสาหกิจทั้งหมดแทนกระทรวงการคลัง
- ดำเนินการปรับเปลี่ยนสถานะรัฐวิสาหกิจเป็น "บริษัทจำกัด" ที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นชัดเจน
- ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารธุรกิจระดับสูงเข้ามาดูแลทิศทางการบริหาร
⏱️ แผนการดำเนินงาน
- ระยะสั้น:
- ใช้กลไกของ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อจัดระเบียบและแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจ
- ระยะกลาง:
- แก้ไข พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562
- ปรับโครงสร้าง คนร. ลดสัดส่วนฝ่ายการเมืองและข้าราชการ เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระ
- จัดตั้ง บรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ (Super Holding Company) ให้แยกจากกระทรวงการคลัง
- ระยะยาว:
- พิจารณาลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐในรัฐวิสาหกิจบางแห่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง
- พิจารณานำรัฐวิสาหกิจบางแห่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเพิ่มทุนและประสิทธิภาพในการแข่งขัน
🏙️ อัพเกรดกรุงเทพ
- ปฏิรูประบบบริหาร กทม. จาก "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นเดียว" เป็น "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสองชั้น" เพื่อกระจายอำนาจ งบประมาณ และบริการ
- การบริหารระดับล่าง ("นคร"):
- จัดตั้ง "นคร" เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างในแต่ละพื้นที่
- มีผู้บริหารและสภามาจากการ เลือกตั้งโดยตรง ของประชาชน
- รับผิดชอบบริการสาธารณะที่ไม่ซับซ้อน เช่น โรงเรียน, ศูนย์เด็กเล็ก, ถนนและไฟส่องสว่างในซอย
- การบริหารระดับบน (กรุงเทพมหานคร):
- ยกฐานะเป็นท้องถิ่นส่วนบน ทำหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะขนาดใหญ่ เช่น ระบบขนส่งมวลชน, โรงกำจัดขยะมูลฝอย
- เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนด แผนและทิศทางการพัฒนาเมือง (เช่น การวางผังเมือง)
- กำกับดูแลการบริหารงานของ "นคร" เพื่อให้มีมาตรฐานและสอดคล้องกับการพัฒนาเมืองภาพรวม
- การบริหารระดับล่าง ("นคร"):
- การดำเนินการผ่านการแก้ไขกฎหมาย:
- แก้ไข พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528
- จัดตั้ง "นคร": กำหนดให้ "นคร" มีฝ่ายบริหารและสภาจากการเลือกตั้งโดยตรง
- ขยายอำนาจ กทม. (ระดับบน): ยกเลิกถ้อยคำ "ภายใต้บังคับของกฎหมาย" เพื่อให้ "ทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นบางเรื่องที่ห้าม" (Negative List)
- แบ่งแยกการเงินอย่างชัดเจน: แยกรายได้และงบประมาณของ กทม. และ "นคร" และ กทม. สามารถสนับสนุนงบประมาณให้ "นคร" ได้
- กำหนดกลไกแก้ไขข้อพิพาท: ตั้งกลไกประสานงานและวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่าง กทม. และ "นคร" โดยมีตัวแทนจากรัฐบาลกลาง กทม. และ "นคร"
🗳️ นโยบายปฏิรูประบบภาษี: พรรคประชาชน
พรรคประชาชนเสนอนโยบายปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ มุ่งเน้นความมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม เพื่อขยายฐานรายได้ของรัฐ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มงบประมาณในการพัฒนาประเทศ
🧑💻 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: "ขยายฐาน ง่าย และเป็นธรรม"
- ดึงทุกคนเข้าสู่ระบบ:
- บังคับให้แรงงานในระบบ (ผู้ประกันตน ม.33 และข้าราชการ) ยื่นภาษี 100% ภายในปีแรก
- กำหนดให้ทุกคนที่บรรลุนิติภาวะต้องเข้าสู่ระบบภาษี และเสียภาษีตั้งแต่บาทแรกหลังหักค่าลดหย่อน
- ปรับปรุงเอกสารและกระบวนการ:
- ปรับรูปแบบเอกสารภาษีให้ เข้าใจง่าย และกรอกได้ง่าย
- เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมบัญชีกลาง และ สำนักงานประกันสังคม
- กำหนดให้การขอใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว ต้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
- เพิ่มมาตรการจูงใจ:
- ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ที่ยื่นแบบภาษีในการเข้าร่วมโครงการที่รัฐจัดขึ้น
- ปรับแก้กฎหมาย:
- แก้ไขประมวลรัษฎากรเพื่อให้ทุกคนที่บรรลุนิติภาวะต้องเข้าสู่ระบบภาษี
- ปรับเพิ่มค่าลดหย่อนส่วนตัวเป็น 100,000 บาทต่อปี
- เปลี่ยนวิธีลดหย่อนการออมเป็นการ ลดภาษีโดยตรง ในสัดส่วนเท่ากันทุกราย
🛒 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): "ปรับขึ้นอย่างมีเงื่อนไข พร้อมเยียวยา"
- แผนการปรับอัตรา:
- หากเศรษฐกิจดีขึ้น จะปรับขึ้น VAT เป็น 8% ภายในปี 2571 และ 10% ภายในปี 2573
- มาตรการเยียวยา:
- รัฐจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้มีรายได้น้อย เพื่อลดผลกระทบจากการปรับขึ้น VAT
🏡 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: "อุดช่องโหว่ ลดความเหลื่อมล้ำ"
- ปรับปรุงการประเมินและแจ้งภาษี:
- แจ้งการประเมินภาษีผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นหลัก
- กำหนดให้เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นผู้เสียภาษี เว้นแต่ที่ดินที่เอกชนไม่มีกรรมสิทธิ์ ผู้ครอบครองต้องเสียภาษี
- ลดเบี้ยปรับให้เป็นธรรม:
- ลดอัตราเบี้ยปรับจาก 40% เหลือ 10% และลดอีกเหลือ 1% หากชำระก่อนได้รับแจ้งเตือน
- มีมาตรการนิรโทษกรรมภาษีอย่างอ่อน (ชำระเฉพาะต้นเงิน หรือชำระเบี้ยปรับในอัตราใหม่)
- ลดการยกเว้นฐานภาษี:
- ปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษีสำหรับการเกษตรและที่อยู่อาศัย จาก 50 ล้านบาท เหลือ 5 ล้านบาท
- แก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินเทียม:
- กำหนดประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินเพิ่มเติม และให้อำนาจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กำหนดอัตราภาษีตามความเหมาะสม (ภายใต้เพดานสูงสุด 3%)
- เก็บภาษีที่ดินแบบรวมแปลง:
- เก็บภาษีจากบุคคลธรรมดาที่ถือครองที่ดินตั้งแต่ 50 ไร่ขึ้นไป หรือนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินตั้งแต่ 1 ไร่ขึ้นไป
- อัตราภาษีไม่เกิน 1.5% ของมูลค่าที่ดิน โดยกรมสรรพากรจะเป็นผู้ประเมิน
- คาดการณ์ว่านโยบายนี้จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท
🏛️ ปฏิรูปกฎระเบียบภาครัฐ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทย
นโยบายนี้มุ่งเน้นการเปลี่ยน "รัฐอุปสรรค" เป็น "รัฐสนับสนุน" โดยการทลายกำแพงกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs และคนตัวเล็ก
📌 สภาพปัญหาและทำไมต้องแก้ไข
- ระเบียบและกฎหมายล้าสมัย: กฎหมายหลายฉบับมีอายุมาก (30-60 ปี) ไม่สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล ทำให้ ต้นทุนการเริ่มต้นธุรกิจสูง และสร้างภาระหนักแก่ SMEs
- ระบบ "ต้องขออนุญาตก่อนทำ" (Positive Licensing): แนวคิดนี้ทำให้กระบวนการล่าช้าและเปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจ แตกต่างจากประเทศคู่แข่งอย่าง เวียดนาม หรือ สิงคโปร์
- ขาดระบบทบทวนกฎหมาย: กฎหมายไม่มีวันหมดอายุ (Mandatory Review) ทำให้กฎที่ไม่จำเป็นและซ้ำซ้อนยังคงบังคับใช้
- ความเหลื่อมล้ำจากกฎระเบียบ: กฎที่ซับซ้อนทำร้ายประชาชนรายย่อย เช่น เกษตรกร และผู้ค้าตัวเล็ก ไม่สามารถขยายธุรกิจได้
⚙️ สิ่งที่เราจะทำ (5 มาตรการหลัก)
- สังคายนากฎหมาย (Regulatory Guillotine):
- ทบทวนกฎระเบียบในแต่ละกระทรวงเพื่อยกเลิก หรือควบรวมกฎหมายที่ล้าสมัย/ซ้ำซ้อน
- ตั้งเป้าลดจำนวนใบอนุญาตสำหรับกิจการความเสี่ยงต่ำ 20-30% ภายใน 3 ปีแรก
- ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคอย่างน้อย 100 ฉบับ
- ใช้ระบบกำกับดูแลตามความเสี่ยง (Risk-Based Regulation):
- ความเสี่ยงต่ำ (Low Risk): เปลี่ยนเป็นระบบ "แจ้งแล้วทำได้เลย"
- ความเสี่ยงปานกลาง (Medium Risk): ใช้ระบบอนุญาตแบบ อัตโนมัติ หากเอกสารครบถ้วน
- ความเสี่ยงสูง (High Risk): ยังคงตรวจสอบตามมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน
- Digital-by-Default:
- ใช้แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" เป็นประตูเดียวในการยื่นคำขอออนไลน์
- ลดการใช้กระดาษและเชื่อมโยงข้อมูล API ระหว่างหน่วยงาน
- ตรวจสอบความคุ้มค่าของกฎหมาย (Serious RIA):
- กฎหมายใหม่ทุกฉบับต้องผ่านกระบวนการ RIA (Regulatory Impact Assessment) ที่เป็นกลาง
- ประเมินต้นทุนและผลประโยชน์ต่อสังคม, การแข่งขัน, นวัตกรรม และ SMEs
- ทำอย่างไรให้สำเร็จ (HOW):
- มีเจ้าภาพชัดเจน: กำหนดให้มี 1 รัฐมนตรี + เจ้าภาพรายประเด็น รับผิดชอบโดยตรง
- กฎหมายต้องมีวันหมดอายุ (Sunset Clause): ทบทวนกฎหมายทุกฉบับภายใน 3-5 ปี หากไม่ทบทวนถือว่าสิ้นผลบังคับใช้
- ฟังเสียงประชาชน (Bottom-up Approach): ข้อเสนอในการทบทวนกฎหมายมาจากภาคประชาชนและเอกชน
- มุ่งสู่การออกแบบกฎระเบียบที่ดี (Regulatory Design): สร้างกฎระเบียบที่ "เข้าใจง่าย" และ "ปฏิบัติตามได้ง่าย" พร้อมปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการให้มุ่งเน้น การให้บริการ (Service)
🚨 ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
พรรคประชาชนเสนอนโยบายปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่ออุดรูรั่ว ปิดช่องโหว่ทุจริต ลดต้นทุนแฝง และประหยัดภาษีหลายหมื่นล้านบาทต่อปี โดยมี 4 ข้อเสนอหลัก:
📉 ลดการจัดซื้อแบบเจาะจงและขจัดสิทธิพิเศษรัฐวิสาหกิจ
- เป้าหมาย: ลดการใช้จ่ายที่ไม่ได้ผ่านการแข่งขันกว่า 444,000 ล้านบาทต่อปี
- มาตรการ:
- เปลี่ยนกฎระเบียบ: ให้สินค้าทั่วไปใช้วิธี e-bidding แทนวิธีเฉพาะเจาะจง (อาจยกเว้นกรณีมูลค่าต่ำกว่า 10,000 บาท) โดยปรับปรุงกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
- ยกเลิกสิทธิพิเศษ: ยกเลิกกฎกระทรวงที่ให้สิทธิหน่วยงานรัฐซื้อของจากรัฐวิสาหกิจได้โดยไม่ต้องประมูล เพื่อให้รัฐวิสาหกิจต้องแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ
- พัฒนาระบบ: เร่งพัฒนาระบบ e-shopping และ Framework Agreement
- ผลลัพธ์ที่คาดการณ์: ประหยัดงบประมาณเกือบ 40,000 ล้านบาทต่อปี
💰 ยกเลิกหลักประกันซอง
- เป้าหมาย: ลดต้นทุนแฝงของภาคธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการวางหลักประกันซอง
- มาตรการ:
- แก้ไขระเบียบ: แก้ไขระเบียบกระทรวงการคลัง (พ.ศ. 2560) ข้อ 166 เพื่อยกเลิกการวางหลักประกันซอง
- ใช้มาตรการอื่น: เปลี่ยนมาใช้การ ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ผู้ทิ้งงานไม่ให้เข้าประมูลงานรัฐแทน
- ผลลัพธ์ที่คาดการณ์: ประหยัดงบประมาณ 5,700 ล้านบาทต่อปี
🏗️ ใช้มาตรฐาน CoST กับโครงการก่อสร้าง
- เป้าหมาย: เพิ่มความโปร่งใสในโครงการก่อสร้าง ลดการทุจริตหลังเซ็นสัญญา
- มาตรการ:
- บังคับเปิดเผยข้อมูล: บังคับให้โครงการก่อสร้างมูลค่า 10 - 100 ล้านบาท เปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน Construction Transparency Initiative (CoST)
- ขอบเขตข้อมูล: ข้อมูลที่เปิดเผยผ่านระบบ e-GP ต้องครอบคลุมตลอดวงจรโครงการ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังทำสัญญา รวมถึงรายงานความคืบหน้าและการเบิกจ่ายเงิน
- ผลลัพธ์ที่คาดการณ์: ประหยัดงบประมาณ 22,843 ล้านบาทต่อปี
🤝 บังคับใช้ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)
- เป้าหมาย: ป้องกันการล็อกสเปกและการฮั้วประมูลในโครงการขนาดใหญ่
- มาตรการ:
- โครงการเกิน 100 ล้านบาท: กำหนดให้โครงการมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ต้องเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม (จากเดิมที่เป็นระบบสมัครใจ)
- ผู้เชี่ยวชาญอิสระ: ส่งผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้าไปสังเกตการณ์ตั้งแต่ขั้นตอน TOR จนถึงการตรวจรับงาน
- ผลลัพธ์ที่คาดการณ์: ประหยัดงบประมาณ 30,311 ล้านบาทต่อปี
นี่คือสรุปนโยบายทางการเมืองจากข้อความที่ให้มาในรูปแบบ Markdown:
🏛️ ปฏิรูปรัฐและระบบราชการ: เปลี่ยนผ่าน "รัฐบาลดิจิทัล" สู่ "รัฐแพลตฟอร์ม"
🚀 พัฒนาการให้บริการประชาชน (Digital for Citizen-centric Services)
- บริการทั้งหมดจบที่แอปเดียว: รวบรวมบริการภาครัฐไม่น้อยกว่า 90% ไว้ในแอปฯ "ทางรัฐ" (สำหรับบุคคล) และ BizPortal (สำหรับธุรกิจ) เพื่อการเข้าถึงบริการตลอด 24 ชั่วโมง และเชื่อมโยงข้อมูลอัตโนมัติ ลดการยื่นเอกสารซ้ำซ้อน
- สร้างมาตรฐานบริการดิจิทัล: กำหนดมาตรฐานการออกแบบเว็บไซต์และแอปฯ ของรัฐให้ใช้งานง่าย (อ้างอิง UX4G ของอินเดีย และ GOV.UK ของสหราชอาณาจักร)
- ต่อยอดระบบยืนยันตัวตนกลาง (Digital ID): เช่น ThaiD/ทางรัฐไอดี เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการใช้งานทั้งภาครัฐและเอกชน
- ให้สวัสดิการเชิงรุกแบบดิจิทัล: จ่ายสวัสดิการ (เบี้ยผู้สูงอายุ/เด็กเล็ก) ทันทีเมื่อคุณสมบัติครบ โดยไม่ต้องลงทะเบียน
- ระบบพิกัดบ้านดิจิทัล: พัฒนา Place ID เพื่อการช่วยเหลือภัยพิบัติและการเยียวยาที่แม่นยำรายหลังคาเรือน
🤖 พัฒนาการทำงานด้วยระบบดิจิทัล (Digital for Intelligent Processes)
- เพิ่มประสิทธิภาพตรวจจับทุจริต: ใช้ระบบ AI ในการทำงานของหน่วยงานรัฐ, เพิ่มการบังคับใช้กฎหมาย และลดการใช้ดุลพินิจ เช่น
- การจัดทำเอกสารอัตโนมัติ: ระบบ AI ช่วยจัดทำเอกสารราชการบน e-Saraban
- ปรับกระบวนงานเป็นอัตโนมัติ: เปลี่ยนกระบวนงานซ้ำซากให้เป็นอัตโนมัติ (Autonomous Government) เช่น AI ตรวจแบบก่อสร้าง, ตรวจสอบคำขอใบอนุญาต
- การตรวจจับทุจริต: ระบบ AI Red Flags/Fraud Detection แจ้งเตือนความเสี่ยงการทุจริต, งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้าง
- เปลี่ยนสู่รัฐไร้กระดาษ: เปลี่ยนจาก “รัฐกระดาษ (Paper State)” สู่ “รัฐไร้กระดาษ (Paperless Government)” โดยเปลี่ยนเอกสารราชการเป็นรูปแบบดิจิทัลเป็นหลัก
- การเชื่อมโยงข้อมูลข้ามระบบ: ยกเลิกการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน โดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบ New e-Budgeting, e-GP, New GFMIS, LHR และ New e-LAAS
- ลดการคีย์ข้อมูลของท้องถิ่น: ปรับปรุงระบบ New e-LAAS สำหรับท้องถิ่นให้ใช้งานสะดวกและเชื่อมข้อมูลกับระบบของท้องถิ่นทั้งหมด เช่น LHR, LTAX
- การเปิดเผยโค้ดซอฟต์แวร์สาธารณะ: กำหนดให้ซอฟต์แวร์ภาครัฐที่ใช้งบประมาณแผ่นดินต้องเป็น Public Code เพื่อให้หน่วยงานอื่นนำไปต่อยอดและประหยัดงบประมาณ
- สร้างพอร์ทัลกลางให้นักพัฒนานำไปต่อยอด: จัดตั้ง "ศูนย์รวมเครื่องมือเชื่อมต่อระบบรัฐ" (Government Developer Portal) ที่รวบรวม API ของหน่วยงานรัฐเพื่อให้นักพัฒนาสร้างสรรค์ต่อได้
- เปิดเผยข้อมูลกลาง: รัฐจะเปิดเผย Master Data ในรูปแบบที่สามารถประมวลผลได้ (Machine readable) และผ่านช่องทาง API เพื่อให้หน่วยงานรัฐและเอกชนนำไปใช้
✅ การดำเนินการให้สำเร็จ (HOW)
🧑💻 รัฐเพื่อประชาชน (Digital for Citizen-centric)
- เลิกสร้างแอปซ้ำซ้อน: มอบอำนาจให้ DGA ร่วมกับสำนักงบประมาณตรวจสอบการพัฒนาระบบดิจิทัลตั้งแต่ต้น หากซ้ำจะยกระดับเป็น "แพลตฟอร์มกลาง"
- มาตรฐานการออกแบบแอปรัฐ (Government Design System): จัด UX Workshop กำหนดมาตรฐานกลาง ซึ่งผูกกับการจัดซื้อจัดจ้าง
- ระบบพิสูจน์ตัวตนเดียว (One Government Digital ID): บูรณาการบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (DGA, ETDA, กรมการปกครอง) เพื่อให้เหลือเครื่องมือหลักเพียงชุดเดียว
- คลังสิทธิประชาชนด้วย AI (Welfare Knowledge Base): รวบรวมสวัสดิการทั้งหมดและใช้ AI (RAG) ช่วยตอบคำถามสิทธิประโยชน์ "ค้นหาและบอกสิทธิ" แทนให้ประชาชนต้องไปหาเอง
- พิกัดบ้านดิจิทัล (PlaceID): พัฒนาฐานข้อมูลพิกัดบ้านทั่วประเทศผูกกับ PlaceID เดียว โดยความร่วมมือกับ กรมการปกครอง, ไปรษณีย์ไทย, การไฟฟ้า, การประปา และเอกชน เพื่อการช่วยเหลือภัยพิบัติและการเชื่อมโยงข้อมูล
⚙️ พัฒนาการทำงานด้วยระบบดิจิทัล (Digital for Intelligent Processes)
- มาตรฐานข้อมูลภาครัฐ (Government Data Standard): ออกมติ ครม. รับรองมาตรฐานข้อมูลที่ Machine-readable เช่น ทะเบียนประวัติ หรือข้อมูลเซ็นเซอร์เมือง
- รัฐไร้กระดาษ (e-Office): ออกมติ ครม. กำหนดให้ทุกหน่วยงานใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ภายในปีแรก โดยเลือกซอฟต์แวร์จากบัญชีบริการดิจิทัลของ DEPA และ DGA
- การแลกเปลี่ยนข้อมูลกลาง (GDX): ใช้ระบบ "โครงข่ายระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลกลางของรัฐ (Government Data Exchange Center: GDX)" เชื่อมโยงข้อมูลหลัก (Master Data) ระหว่างหน่วยงาน ยุติการขอสำเนาเอกสาร
- ระบบขออนุญาตก่อสร้างออนไลน์ (Pre-process): แปลงกฎหมายผังเมืองเป็น Logic มาตรฐาน ที่ระบบตรวจสอบอัตโนมัติก่อนยื่นคำขอจริง ลดการตีกลับและดุลพินิจ
- เปิดข้อมูลงบประมาณท้องถิ่น (Open e-LAAS): เปิดข้อมูลงบประมาณท้องถิ่นผ่าน Open API เพื่อให้ประชาชนติดตามการใช้งบประมาณได้ง่าย
- รัฐเป็น Open Source (Public Code): กำหนดให้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาด้วยงบประมาณรัฐ (ยกเว้นความมั่นคง) ต้องเป็น Open Source และเก็บในคลังกลาง (Repository) เพื่อการตรวจสอบ, พัฒนาต่อยอด และความยั่งยืนของระบบดิจิทัลภาครัฐ
🍊 นโยบาย "มีส้ม ไม่ทนโกง: ปิดทุกช่องโหว่ แก้โกงให้ถึงราก"
พรรคประชาชนมุ่งมั่นที่จะปฏิรูประบบราชการและสร้างรัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน โดยมีนโยบายและมาตรการสำคัญดังนี้:
🏛️ ปฏิรูประบบและกลไกป้องกันการทุจริต
- เปลี่ยนจาก "ระบบที่พึ่งพาคนดีไม่ให้โกง" เป็น "ระบบที่ออกแบบมาให้คนไม่ดีก็โกงไม่ได้" โดยอ้างอิงจากสมการคอร์รัปชัน C = M + D - A (Corruption = Monopoly + Discretion - Accountability)
- เป้าหมาย: สิ้นสุดสถานการณ์คอร์รัปชันของไทยที่คะแนน CPI (Corruption Perceptions Index) ลดลงอย่างต่อเนื่อง และอันดับโลกแย่ลง โดยปัจจุบันไทยได้เพียง 34 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 107 ของโลก (ปี 2567)
💡 3 แนวทางหลักเพื่อหยุดยั้งคอร์รัปชัน
- 1. เปิดทุกข้อมูลโดยอัตโนมัติ:
- เปิดเผยข้อมูลภาครัฐทั้งหมดสู่สาธารณะโดยทันที ยกเว้นข้อมูลด้านความมั่นคงหรือข้อมูลส่วนตัว
- 2. ใช้เทคโนโลยีลดอำนาจคน:
- นำเทคโนโลยีและ AI (ปัญญาประดิษฐ์) มาช่วยลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ
- ใช้ AI Red Flag เรียนรู้รูปแบบทุจริต/ฮั้วประมูล เพื่อแจ้งเตือน "ธงแดง" โครงการที่มีความเสี่ยง
- ใช้เทคโนโลยีช่วยในการขอใบอนุญาตและการบังคับใช้กฎหมาย เช่น จากกล้องวงจรปิด
- 3. สร้างกลไกตรวจสอบและคุ้มครอง:
- ปรับปรุงกฎหมายส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม ลดการผูกขาด
- สร้างมาตรการคุ้มครองและให้รางวัลผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) ให้ได้รับรางวัลและปลอดภัยจริง
- ใช้มาตรการ "คนโกงวงแตก" เพื่อลดความเชื่อใจในกลุ่มผู้ร่วมทุจริต
✅ 8 มาตรการสำคัญเพื่อสร้างระบบป้องกันคอร์รัปชันที่แข็งแกร่ง
- 1. เปลี่ยนกฎหมายข้อมูลข่าวสาร:
- เปลี่ยน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็น "พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของสาธารณะ" ยึดหลัก "เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น"
- บังคับให้ฐานข้อมูลสำคัญของรัฐ (เช่น งบประมาณ, การจัดซื้อจัดจ้าง) ต้องเปิดเผยในรูปแบบดิจิทัลที่ตรวจสอบได้ง่าย
- 2. พัฒนาระบบบริการภาครัฐช่องทางเดียว:
- พัฒนาระบบออนไลน์ภาครัฐให้เชื่อมโยงกัน และให้บริการผ่านช่องทางเดียว เช่น แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" และ "BizPortal"
- 3. ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบอัตโนมัติ:
- พัฒนาระบบที่ใช้เทคโนโลยีลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มการตรวจสอบความถูกต้องอัตโนมัติ
- 4. ออกระเบียบสำนักนายกฯ ที่จำเป็น:
- ป้องกันการใช้เงินหลวงโปรโมตตัวเองทางการเมือง
- บังคับให้นำเงินนอกงบประมาณทั้งหมดเข้าสู่ระบบ GFMIS เพื่อตรวจสอบได้
- ขยายการตรวจสอบทางจริยธรรม (Integrity Pact) ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ (ตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป)
- 5. ทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย (Regulatory Guillotine):
- ยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายเก่าที่สร้างภาระและช่องโหว่การเรียกรับสินบน (เช่น กฎหมายโรงแรม, กฎหมายสถานบริการ)
- 6. ปรับปรุงกฎหมายให้ใช้เทคโนโลยีบังคับใช้ได้:
- แก้ไขกฎหมาย (เช่น พ.ร.บ. จราจรทางบก) ให้สามารถใช้เทคโนโลยี (กล้องวงจรปิด, ภาพถ่าย) บังคับใช้กฎหมายได้อย่างจริงจัง
- 7. เสริมกลไก "แฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน":
- ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อคุ้มครองและให้รางวัลผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) ให้ได้รับเงินรางวัลจากกองทุน ป.ป.ช. อย่างเป็นธรรม
- 8. ผลักดันกฎหมาย "คนโกงวงแตก" (Leniency Law):
- ออกกฎหมายนี้เพื่อให้ผู้ที่ร่วมทุจริตและให้ข้อมูลแก่รัฐเป็นคนแรก ได้รับการพิจารณาลดโทษหรือกันเป็นพยาน เพื่อทำลายความเชื่อใจในขบวนการทุจริต
ภาพรวมยุทธศาสตร์พรรค (Strategic Profile)
Political Compass
AI วิเคราะห์จุดยืนทางการเมืองจากนโยบายและวาทกรรม โดยแบ่งเป็นแกนเศรษฐกิจและสังคม
Strategy Radar
น้ำหนักภาพรวมยุทธศาสตร์พรรคจากการประเมินนโยบายทั้งหมดในด้านต่างๆ
"ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ สร้างรัฐสวัสดิการ ประชาชนเป็นใหญ่"
Core Message
Digital DNA
ความพร้อมและการนำเทคโนโลยีมาใช้ในแนวคิดหลักของนโยบาย
Urgency
คะแนนความเข้มข้นและความเร็วในการสร้างความเปลี่ยนแปลง
Target Audience
กลุ่มประชาชนหลักที่พรรคมุ่งออกแบบนโยบายเพื่อตอบโจทย์
Solving Key Issues
- การทุจริตคอร์รัปชัน
- งบประมาณรั่วไหลและไร้วินัย
- ระบบราชการที่อุ้ยอ้ายและไร้ประสิทธิภาพ
- ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม
- การขาดธรรมาภิบาลและความโปร่งใส
ประเด็นปัญหาสำคัญของประเทศที่พรรคตั้งเป้าจะแก้ไขเร่งด่วน
Budget Focus
ทิศทางการจัดสรรงบประมาณที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ
Key Beneficiary
กลุ่มคนที่จะได้รับผลลัพธ์สูงผลทางตรงจากชุดนโยบายของพรรค
Overall Mood
อารมณ์และบรรยากาศการนำเสนอภาพรวมของชุดนโยบาย
วิเคราะห์นโยบาย (AI Analysis)
🤖 AI ความเห็น
"นโยบายนี้มุ่งเน้นการปฏิรูปรัฐและระบบราชการให้ตอบโจทย์โลกสมัยใหม่ ปราศจากการทุจริต และบริหารทรัพยากรอย่างคุ้มค่า"
บทวิเคราะห์และความเห็นสังเคราะห์จาก AI ต่อทิศทางนโยบาย
จำนวนนโยบายที่ระบบพบ
นับจำนวนนโยบายสำคัญที่ประกาศเป็นทางการ
กลุ่มอุตสาหกรรม/ภาคส่วน
Word Cloud นโยบายตามหมวดหมู่
แสดงความถี่ของหมวดหมู่นโยบายในรูปแบบ Word Cloud
คะแนนความนวัตกรรม
คะแนนเฉลี่ยระดับความแปลกใหม่และเทคโนโลยีที่นำมาใช้
ระดับประชานิยม
ความน่าจะเป็นในการดึงดูดฐานเสียง
วัดระดับนโยบายประชานิยม (Populism) เทียบกับการเน้นปฏิบัติจริง
จุดเด่นโดยรวม
ค่าเฉลี่ยคะแนนในมิติต่างๆ
ค่าเฉลี่ยคะแนนรวม 4 ด้าน (ความเป็นไปได้, ผลกระทบ, นวัตกรรม, ประชานิยม) ของพรรค
สัดส่วนหมวดหมู่นโยบาย
การกระจายตัวของนโยบายในด้านต่างๆ
AI จำแนกหมวดหมู่นโยบายโดยวิเคราะห์จากเนื้อหาและคำสำคัญ
โทนอารมณ์นโยบาย
AI Sentiment Analysis
วิเคราะห์โทนอารมณ์รวมของนโยบาย (Positive/Neutral/Negative) ด้วย NLP
ความเป็นไปได้ vs ผลกระทบ
วิเคราะห์ความคุ้มค่าและความยากง่าย (ขนาดจุด = ความนิยม)
ประเมินคะแนนความเป็นไปได้ (Feasibility) และผลกระทบ (Impact) ต่อนโยบายรายตัว
ข้อดี vs ข้อสังเกต
สิ่งที่ AI มองเห็นจากภาพรวม
จุดแข็ง (Pros)
- ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและกติกาที่เป็นธรรม
- ลดการทุจริตและเพิ่มความโปร่งใส
- บริหารทรัพยากรภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพและว่องไว
ข้อสังเกต (Cons)
- อาจเผชิญกับการต่อต้านจากกลุ่มผู้มีอำนาจเดิม
- ความซับซ้อนในการแก้ไขกฎหมายและโครงสร้างองค์กร
- ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมากในการดำเนินการ
สรุปจุดแข็งและข้อที่ควรระวังของนโยบายภาพรวมโดย AI









































































































































































































































































































































































































